• Welcome to รวมเครื่องรางของขลังทุกทิศทั่วไทย.
 

สวัสดี ผี ใหม่ ep.2

เริ่มโดย บอย ท่าพระจันทโครพ, ธ.ค 23, 2022, 11:07 ก่อนเที่ยง

หัวข้อก่อนหน้า - หัวข้อถัดไป

0 สมาชิก และ 1 ผู้มาเยือน กำลังดูหัวข้อนี้

บอย ท่าพระจันทโครพ

น่าจะเป็นเวลาช่วงประมาณตีสามตีสีเห็นจะได้ ทุกคนหลับแล้วรวมถึงเด็กน้อยที่เพิ่งได้กินนมไปเมื่อเที่ยงคืน ท่ามกลางความเงียบที่ปกตินั้น จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้สุดชีวิตของเด็กน้อยดังขึ้นเหมือนอย่างในหลายๆ คืน ผิดแต่เพียงว่าเสียงนั้นดูจะดังและแผดร้องมากกว่าปกติ
          พี่น้อยกับพี่ป้อมตื่นขึ้นมาพร้อมกันทั้งคู่ เพราะว่าเสียงมันดูผิดปกติจริงๆ ทั้งสองคนส่ายหัวสะบัดเอาความมึนงงออกไปและกำลังจะรีบตรงไปหาลูก แต่พี่ป้อมก็รู้สึกเอะใจว่าเสียงนั้นมันดังมาจากที่ที่ไม่ควรจะเป็นไปได้
          เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยนั้นดังมาจากชั้นล่างของบ้าน ทั้งที่เปลนั้นอยู่ในห้องนอนบนชั้นสองติดกับห้องนอนของพี่ป้อม ด้วยความตกใจกลัวทั้งสองคนวิ่งสุดชีวิตไปยังเสียงที่ส่งมา
          เป็นจริงดังว่า ที่รอยต่อบันไดขึ้นชั้นสองนั้นมีลูกของคนทั้งสองนอนหงายอยู่กับพื้นพร้อมทั้งแหกปากส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด พ่อกับแม่ที่ได้ยินอย่างนั้นจึงลืมความกลัวทุกอย่างเข้าไปอุ้มลูกมาไว้ในอ้อมกอด
          ทั้งสองคนสำรวจทั่วทั้งตัวของเด็กน้อย ก็พบรอยช้ำสองสามจุดน่าจะมาจากการคลานมาตกบันได
"คลาน?" ผมถามเพราะไม่เข้าใจ
"ใช่ครับตอนนั้นลูกพี่คลานได้แล้ว"
          ตลอดเวลาที่พี่ป้อมเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ผมฟัง มันค่อนข้างกระโดดไปกระโดดมาจนผมไม่สามารถเรียบเรียงวันและเวลาให้แน่นอนเป็นลำดับได้ แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำ พี่ป้อมสรุปกับผมว่า มันมีเรื่องราวพวกนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายเดือน และมันก็ค่อนข้างถี่จนเขาเองก็จำได้ไม่หมดเหมือนกัน อีกอย่างมันก็นานมาพอสมควรแล้ว
          กลับมาที่เรื่องในคืนนั้น หลังจากทั้งสองคนอุ้มลูกมาไว้ในอ้อมกอดแล้วก็รีบพากลับขึ้นไปบนห้องที่มีเปลอยู่ พี่ป้อมบอกกับผมว่าเปลของน้องนั้น เป็นแบบที่มีประตูเปิดข้างๆได้ โดยจะต้องเปิดจากกลอนด้านนอกที่เด็กอ่อนไม่น่าจะสามารถทำเองได้โดยเด็ดขาด
          ผมไม่เข้าใจและนึกภาพตามไม่ออกเพราะไม่เคยเห็น เอาเป็นว่าเมื่อกลับเข้ามาในห้องแล้วประตูของเปลที่ว่านั้นมันเปิดอยู่ เปลนั้นไม่ได้สูงมาก ทำให้เด็กน้อยพอที่จะคลานลงมากับพื้นได้ และประตูห้องของเด็กน้อยก็ไม่ได้ถูกปิดประตูเอาไว้อยู่แล้วตามปกติ
          ภาพที่เห็นทำให้ทั้งสองคนรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก พอดีกับที่ป้าแขกได้ยินเสียงร้องและรีบวิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามาในบ้านเพื่อดูความเรียบร้อย ทั้งสองคนส่งลูกให้ป้าแขกดูแลสักครู่ ก่อนจะรีบเข้าไปแต่งตัวหยิบข้าวของที่จำเป็นเพื่อพาลูกไปตรวจที่โรงพยาบาลในทันที

ผลตรวจเป็นปกติดี ไม่มีกระดูกหัก ไม่มีอะไรร้ายแรง นอกจากรอยช้ำจากการกระแทกที่น่าจะได้มาจากการตกบันไดจริงๆ
          เหตุการณ์นั้นทำให้ในคืนต่อมา พี่ป้อมเลือกที่จะมานอนเฝ้าลูกอยู่ที่ข้างๆ เปลด้วยตัวเอง
          เวลาเท่าไหร่ไม่แน่ใจ พี่ป้อมค่อยๆ รู้สึกตัวอย่างช้าๆ เพราะได้ยินเสียงกระดิ่งของเล่นที่วางอยู่บนพื้นดังอยู่ใกล้ๆ พี่ป้อมรู้สึกหนักเนื้อหนักตัวแทบลุกไม่ขึ้น แต่ก็พยายามจะพลิกตัวไปหาลูกด้วยความกังวล
          อีกครั้งที่ใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะประตูของเปลมันถูกเปิดออกอีกแล้ว และในเปลนั้นก็มีเพียงความว่างเปล่า
          พี่ป้อมพลิกตัวมองหาลูกไปทั่วห้อง และเขาก็เจอเจ้าตัวเล็กกำลังคลานอยู่ที่มุมห้องเล็กๆ นั้น เด็กน้อยปัดของเล่นกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นเกิดเป็นเสียงที่พี่ป้อมได้ยิน เด็กน้อยส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน
          เด็กน้อยทำเหมือนกับกำลังเล่นกับใครที่ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น เพราะพี่ป้อมบอกว่าการปัดเขี่ยของเล่นไปมานั้นเป็นวิธีที่ลูกของเขาใช้เล่นกับตัวเขาและพี่น้อย พี่ป้อมมองภาพนั้นอย่างขนลุก
          ของเล่นที่เป็นลักษณะกลมๆ ข้างในมีกระดิ่งอยู่ถูกปัดไปมาอย่างสนุกสนาน พี่ป้อมพยายามจะลุกไปหาลูกแต่ก็ดูจะยากเหลือเกิน คล้ายถูกผีอำ พี่ป้อมบอกกับผมอย่างนั้น
          ครั้งสุดท้ายที่เขาทนเห็นภาพนั้น คือลูกของเขาปัดของเล่นไปข้างหน้าและยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนที่ของเล่นนั้นจะหยุดนิ่งกับพื้นแล้วกลิ้งกลับมาส่งเสียงอีกครั้ง
          ภาพนั้นทำให้พี่ป้อมกลัวสุดขีดจนหลุดจากภวังค์ได้ จึงรีบวิ่งไปอุ้มลูกเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แล้วรีบออกจากห้องนั้นให้เร็วที่สุด
"ถึงไม่เห็นแต่พี่เชื่อว่าตรงนั้นมีต้องมีใครอยู่"
          พี่ป้อมยืนยันในความรู้สึกของตัวเองก่อนจะก้มหน้าถอนหายใจ
          หลังจากคืนนั้นพี่ป้อมและพี่น้อยไปไม่ปล่อยให้ลูกนอนคนเดียวในห้องนั้นอีก เปลอันเดิมถูกย้ายเข้ามาไว้ในห้องนอนของเขาทั้งสอง และประตูของเปลที่ว่านั้นพี่ป้อมจัดการล๊อกมันด้วยแม่กุญแจอย่างแน่นหนาเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ถูกเปิดออกมาอีก
          คืนหนึ่งที่ทั้งสามคนนอนอยู่บนเตียง พี่ป้อมกับพี่น้อยขนาบข้างและมีลูกน้อยอยู่ตรงกลาง คืนนั้นพี่ป้อมถูกปลุกด้วยเสียงและสัมผัสของลูกที่ดังอยู่ข้างๆ หู
          เสียงอ้อแอ้อย่างพอใจเหมือนในเวลาที่เล่นสนุกกับพ่อดังไม่หยุด สองมือสองเท้าของเด็กน้อยดีดไปมาอย่างพอใจ ดูท่าทางสนุกกับอะไรบางอย่าง
พี่ป้อมหันไปกอดลูกพร้อมพูดเบาๆ กับลูกว่า สนุกอะไรครับ เขาค่อยๆ ลืมตามามองใบหน้าของลูกที่กำลังมีความสุข สนุกสนาน
          เขามองตามสายตาของลูกที่จ้องมองขึ้นไปบนเพดานห้อง ภาพที่เห็นทำให้พี่ป้อมต้องแหกปากร้องอย่างสุดเสียง
          ในห้องนอนของพี่ป้อมนั้นบนเพดานจะมีพัดลมเพดานที่ประดับด้วยโคมไฟสวยๆอยู่อันหนึ่ง มันถูกเปิดให้หมุนอย่างช้าๆ เพื่อหมุนเวียนอากาศตามความชอบของคนทั้งสอง
          ภาพใบพัดที่หมุนไปมาอย่างช้าๆ ในคืนนั้นถูกแต่งเติมด้วยเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่เหมือนอยู่ในท่าทางของการผูกคอตัวเองเอาไว้กับใบพัด ร่างของเธอไหวไปมาในอากาศตามแรงเหวี่ยงของใบพัด
          เด็กน้อยมองมันอย่างชอบใจ อาจคิดว่าเป็นโมบายเหมือนกับของตัวเองที่ห้อยอยู่บนเปลนอน แต่ผู้เป็นพ่อไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ความกลัวแล่นแปลบเข้าสู่หัวใจ เขาหลับตากอดลูกส่งเสียงร้องดังที่สุดที่ชีวิตนี้เคยร้องออกมา
          พี่น้อยตกใจตื่นขึ้นมาเพราะเสียงร้องของพี่ป้อมและเสียงร้องไห้ของลูกที่น่าจะตกใจกลัวเสียงของพ่อที่ดังอยู่ข้างๆ หู
          เสียงร้องของพ่อและลูกสอดประสานกันอย่างน่าขนลุก พี่น้อยพยายามเรียกให้พี่ป้อมได้สติและแยกลูกออกมาจากเขาเพราะกลัวว่าลูกจะกลัว
          พี่ป้อมเดินออกไปข้างนอกห้องเพื่อสงบสติอารมณ์ ในขณะที่พี่น้อยอุ้มปลอบลูกอยู่กับอก ป้าแขกเองก็เข้ามานอนในบ้านที่ชั้นล่างแล้ว จึงรีบวิ่งขึ้นมาตามเสียงดังกล่าว
          เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้พี่ป้อมเริ่มจะสติแตก และความเครียดก็เข้าครอบงำเขาอย่างมหาศาล เขาขอให้ป้าแขกช่วยควานหาหมอผีหรือพระเกจิใดๆ ก็ได้มาจัดการเรื่องพวกนี้เพราะเขาเองก็ไม่ได้รู้จักใครมากนัก
          หมอผีสองสามคนถูกพามาที่บ้านและทำพิธีหลายอย่าง ทุกอย่างเงียบสงบลงได้ไม่นานก็กลับมาสู่สภาพเดิม แต่อย่างหนึ่งที่ทั้งพระและหมอผีพูดเหมือนกันคือ
"บ้านนี้มีแต่ผี"
หลังจากนั้นก็ยังคงมีเรื่องราวแปลกๆ อีกหลายครั้งอย่างเช่น ฝักบัวเปิดเอง เสียงเด็กวิ่งเล่น เสียงดนตรีไทยและเงาของนางรำที่สนามหน้าบ้าน เสียงร้องไห้ที่ดังมาจากห้องน้ำหลังบ้าน ข้าวของตกแตก ครั้งหนึ่งเขาได้ยินเหมือนเป็นเสียงของรองเท้าคอมแบทหลายคู่กระทืบลงกับพื้นเป็นจังหวะคล้ายการเดินสวนสนาม ที่ช่องตรงบันไดเองก็เคยมีใบหน้าของผู้ชายที่ไหนไม่รู้โผล่ขึ้นมาวางอยู่ตรงนั้น
"มันเหมือนกับบ้านพี่มีผีใหม่ๆ มาเพิ่มทุกวัน จนพี่แทบจะเป็นบ้าไปจริงๆ"
          พี่ป้อมดูเครียดมากจริงๆ จากที่เล่าให้ผมฟัง อีกคืนที่ทำให้เขากลัวบ้านหลังนี้คือ เขาฝันว่ามีคนแก่มาเดินวนเวียนอยู่ในห้องนอนของเขา พี่ป้อมขยับตัวไม่ได้ เปลือกตาหนักและลืมได้แค่ครึ่งเดียว ในภาพอันเลือนรางนั้นเขาเป็นเห็นคนแก่ ที่คิดอย่างนั้นเพราะผิวหนังของมือที่เหี่ยวย่น และมือนั้นแข็งทื่อตรงไม่ไหวไปตามแรงของการก้าว
          เงาร่างของคนแก่สองคนเดินวนเวียนอยู่รอบๆ ห้อง รอบๆ เตียงที่สามคนพ่อแม่ลูกนอนอยู่
          แต่สาเหตุที่ทำให้เขาเลือกจะออกจากบ้านหลังนั้นจริงๆ คือช่วงเดือนหนึ่งหลังจากนั้น นอกจากเรื่องผีสางพวกนี้แล้ว ก็เหมือนกับเขาเริ่มจะเครียดมากเกินไปจนกลายเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ค่อยมีสติมากนัก ทำให้มีปากเสียงกับพี่น้อยบ่อย ส่วนของที่ทำงานเองก็เหมือนกับจะเจอปัญหาวุ่นวายในทุกๆ วัน
          วันหนึ่งที่เขานั่งกุมขมับจากอาการเครียดอยู่ในห้องนอนของตัวเอง และเป็นครั้งที่เขารู้สึกเครียดกับปัญหาที่จัดการไม่ได้ เครียดจนร้องไห้ออกมาคนเดียว เขาไม่รู้แล้วจริงๆ ว่าควรจะทำอย่างไรดีกับเรื่องราวรอบตัวทั้งหมด
"ตอนที่พี่ร้องไห้อยู่พี่ได้ยินครับ"
"ได้ยินอะไรครับ"
"ได้ยินเสียงผู้หญิงบอกให้พี่ผูกคอตาย"
          พี่ป้อมลูบแขนตัวเองอย่างหวาดระแวง นั่นคงเป็นความทรงจำที่น่ากลัวมากสำหรับเขา
          เขาเล่าให้ผมฟังว่า เขานั่งกุมขมับเครียดอยู่ตรงนั้น หัวปวดตุบ ร่างกายร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัว น้ำตาที่พยายามกลั้นแต่ก็ห้ามไว้ไม่อยู่ ท่ามกลางสภาวะเลวร้ายนั้นเขาได้ยินเสียงเรียบๆ เย็นๆ ของหญิงสาวที่ดังแว่วอยู่ใกล้หูแต่ไม่รู้ที่มา
"เครียดเหรอ ฆ่าตัวตายสิ ผูกคอตายสิ"
          เสียงนั้นดังเบาๆ แต่กลับทรงอิทธิพล สติของพี่ป้อมค่อยๆ เลือนราง เหมือนกับเวลาเมาเหล้า เขาตกอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่าง เสียงนั้นยังกระซิบอยู่เรื่อยๆ เป็นจังหวะ พี่ป้อมบอกว่า เขาจำเสียงนั้นได้ดี มันชัดเจนมาก
          พี่ป้อมเลือกทำอย่างนั้นจริงๆ เขาใช้เข็มขัดของตัวเองห้อยกับใบพัดของพัดลมเพดานห้อง เก้าอี้แต่งหน้าของพี่น้อยถูกนำมาวางบนเตียงแทนแท่นเหยียบ
          เข็มขัดหนังตอนนั้นถูกรัดเป็นห่วงคล้องกับใบพัดอันหนึ่ง เสียงกระซิบเย็นเยียบยังดังอยู่เหมือนกับการสะกดจิต พี่ป้อมรู้ว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร แต่เขาไม่กลัว ในใจตอนนั้นกลับคิดว่ามันคือ ทางออก ทุกอย่างจะเบาสบายและจบลงในเพียงอึดใจ
          พี่ป้อมสอดใบหน้าของตัวเองเข้าไปในบ่วงของเข็มขัด เขาเดินออกมาข้างหน้าปล่อยให้เท้าหลุดลอยออกจากเก้าอี้ที่เคยเหยียบ ใช่ เขาทำมันจริงๆ
          ระหว่างที่เล่ามาถึงตรงนี้ พี่ป้อมก้มหน้าซบกับฝ่ามือร้องไห้จนโต๊ะข้างๆ หันมามองอย่างสงสัย
          ความรู้สึกเบาสบายเกิดขึ้นในความรู้สึก มันเบาสบายเหมือนกับปัญหาต่างๆ จะหลุดลอยไปกับลมหายใจที่กำลังติดขัด เสียงที่เคยกล่อมเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างพอใจ
          จากความมึนเมาในภวังค์กลายเป็นความเจ็บปวดและทรมาน เพราะหายใจไม่ออก น้ำหนักตัวที่มากเกินกว่าคอเล็กๆ นั้นจะรับไหว สายเข็มขัดหนังยิ่งรัดแน่นเข้าที่คอจนรู้สึกเจ็บปวดรุนแรง เขาดิ้นทุรนทุรายอยู่อย่างนั้นไม่กี่วินาที ดีที่เขาไม่ใช่คนผอม
          ใบพัดที่มีไว้เพื่อตกแต่งให้สวยงามไม่สามารถรับน้ำหนักของเขาได้อีก มันหักและร่วงลงมาพร้อมๆ กับตัวของพี่ป้อม
          ความเจ็บปวดที่ลำคอยังคงอยู่ เขาร้องไห้โฮด้วยความกลัว ก่อนที่พี่น้อยจะวิ่งขึ้นมาบนห้องเพราะได้ยินเสียงโครมคราม พี่ป้อมมาถึงขีดสุดของชีวิตแล้วจริงๆ เขาพูดให้ภรรยาเข้าใจและขอให้ป้าแขกกลับบ้านตัวเองไปก่อน แล้วจะจ่ายเงินตามให้ทีหลัง
          เมื่อพี่น้อยเข้าใจแล้วทุกอย่างก็ง่ายขึ้น ทั้งสามคนเก็บของออกจากบ้านหลังนั้นในคืนเดียวกัน และไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลย เว้นแต่ครั้งเดียวที่เข้าไปจัดการปิดบ้านให้เรียบร้อย เพราะยังไม่กล้าอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นจริงๆ
"แล้วพี่อยากให้ผมทำยังไง" ผมถาม แม้พอจะเดาได้
"พี่อยากได้บ้านคืนครับ บ้านพ่อแม่พี่ พี่อยากอยู่ที่บ้านหลังนั้น"
ใช่ครับเป็นอย่างที่ทุกคนคาดเอาไว้ ผมถูกพาไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อหวังว่าจะจัดการอะไรได้บ้าง และท่าทางของพี่ป้อมเองก็ยืนยันว่า เรื่องที่เล่ามานั้นเป็นเรื่องจริงจากเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้า ร่างกายที่กระสับกระส่ายอยู่ไม่สุก
          บ้านหลังนั้นสวยมากครับ น่าอยู่มาก ผมยังอยากได้เลย แต่นั่นคือลักษณะภายนอกที่รับรู้ได้จากสายตาเท่านั้น เพราะความรู้สึกอื่นๆ ของบ้านนั้นเรียกว่า ไม่ต่างจากป่าช้าเลยสักนิดเดียว
          อาจเพราะเป็นเวลาหลักปีที่ไม่มีใครมาดูแล บ้านมันรกร้างอย่างมาก สกปรก และไร้กระแสแห่งความมีชีวิตชีวา อย่างนี้แหละพวกวิญญาณเร่ร่อนจะชอบนัก
          ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไป ความคลื่นเหียนวิงเวียนก็เข้ามาปะทะจนหายใจไม่ทั่วท้อง  ผมจำเป็นต้องตั้งสติสูดหายใจเข้าออกให้ลึกๆ เพื่อรับกับสัมผัสที่ไม่น่ารื่นรมย์นี้ บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ หรือก็คือ พวกวิญญาณที่ตายไม่ดีนั่นเอง
          พี่ป้อมพาผมกับเพื่อนพี่เขาอีกคนที่เป็นคนรู้จักของผมเดินสำรวจไปตามห้องต่างๆ  จนผมสะดุดตากับห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ถูกใส่กุญแจไว้แน่นหนา
"ห้องอะไรครับ"
"ห้องพระครับ แต่ตอนนั้นเจออะไรบ่อยมาก เลยปิดตายไปเลย"
          พี่ป้อมเล่าให้ฟังว่า ห้องพระนั้นจะเปิดประตูไว้ตลอดเวลาตามความเข้าใจที่มีของพี่ป้อม เพราะถูกแม่กับพ่อสอนมาอย่างนั้น แต่ช่วงหลังๆ เวลาเดินผ่านหรือมองมาที่ห้องนี้มักจะเห็นเงาร่างของใครบางคนนั่งอยู่ในห้อง หนักเข้าก็เห็นเป็นเงาร่างนั้นเดินเข้าออกห้องนั้นกันจะๆ จนต้องปิดตายเอาไว้ด้วยความกลัว
"คืนนี้นอนนี่กันครับ"
          คำพูดจากปากของผมเหมือนฟ้าผ่าสำหรับคนทั้งสอง ตอนแรกพวกเขาปฏิเสธสุดกู่  แต่ผมบอกว่าถ้าไม่รู้สาเหตุจริงๆ ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง แต่จะให้ผมนอนคนเดียวมันก็หวิวๆ อยู่ ผมให้เลือกว่าจะให้ผมไปพาเพื่อนตัวเองมานอนด้วย หรือพวกพี่ๆ จะนอนกับผมในคืนนี้
          ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ทั้งสองคนจึงตัดสินใจนอนเป็นเพื่อนผมโดยไม่ได้ทำความสะอาดบ้านแต่อย่างใด พวกเราแค่ปัดกวาดห้องนั่งเล่นให้พออยู่ได้ และนอนรวมกันตรงนั้น
          ทั้งสองคนพาผมกลับไปส่งที่มหาวิทยาลัยก่อน เพื่อไปเตรียมข้าวของ และแยกย้ายกันไปกินข้าวเย็นของตัวเอง ผมหยิบข้าวของไม่กี่ชิ้นมาจากห้องพักแล้วให้เพื่อนไปส่งที่ลานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรในมหาวิทยาลัยเพื่อรอให้พี่ป้อมมารับ
ผมเดินไปสักการะท่านและเหม่อมองท่านเหมือนกับหลายๆ ครั้งที่ผมไม่มั่นใจเลยว่าผมจะผ่านเรื่องราวพวกนี้ไปได้จริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมจะได้กลับออกมาอย่างปลอดภัยไหม  และที่มากไปกว่านั้นผมมักจะถามท่านในใจเสมอว่า ที่ผมเป็นและทำอยู่นี้ ผมไม่ได้บ้าไปเองใช่ไหม ผมยังสติดีอยู่ เรื่องราวเหล่านี้ยังมีอยู่ ผมยังไม่ใช่คนบ้าใช่ไหม
          อีกครั้งที่ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า ท่านคงจะได้ยินความคิดโง่ๆ ในใจของผม ธูป 16 ดอก ที่ผมเพิ่งปักลงในกระถางใหญ่ของลานพระบรมรูปค่อยๆ ลุกติดไฟอย่างช้าๆ ทั้งที่มันดับไปแล้ว สายฝนบางๆ ค่อยพรมลงบนลานเย็นชื่นใจ
          นิสิตและผู้มาเยือนคนอื่นๆ วิ่งแจ้นกันไปที่รถของตัวเองเพื่อรีบกลับหอพักก่อนที่ฝนจะลงหนัก เหลือไว้แค่ผมกับเพื่อนที่มาส่งในวันนั้นที่ยังคงนั่งอยู่
          นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝนโปรยลงมาอย่างนี้ ธูปในกระถางยังคงติดไฟลุกจนกลายเป็นเถ้าในไม่กี่นาทีถัดมา ฝนพรมลงมาพอให้เย็นใจเหมือนกระแสเมตตา ที่ปลอบประโลมให้กำลังใจมนุษย์โง่งมตัวเล็กๆ ที่นั่งบ่นอยู่ตรงนั้น
          ผมกับเพื่อนก้มกราบเหมือนอย่างในทุกๆ ครั้ง ผมเอื้อมมือไปหยิบเอาเถ้าธูปนั้นใส่ถุงพลาสติกมัดปากและพกมันไปด้วยในคืนนี้
          หลังจากเรื่องราวที่สระแก้วในกระทู้แรก ผมมักจะมานั่งเหม่อที่นี่บ่อยๆ ด้วยความเชื่อว่าท่านจะคุ้มครองและดูแลพวกเราเสมอและตลอดไป
          ไม่นานนักพี่ป้อมก็เข้ามารับที่ลานพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวร ผมก้าวขึ้นรถด้วยความลังเลและไม่มั่นใจเหมือนในทุกๆ ครั้งที่ต้องเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องราวเหล่านี้
          ไฟในบ้านถูกเปิดให้สว่างทุกดวงตลอดคืน เพราะความกลัวของทั้งสองคน ผมนั่งฟังเพลงอยู่ที่โซฟาตัวนั้น เวลาล่วงเลยไปครึ่งคืน คนทั้งสองก็หลับไปเหลือไว้แต่ผมที่ยังลืมตาอยู่
          ท่ามกลางเสียงเพลงจากหูฟังมันค่อยๆ มีเสียงแทรกสอดเข้ามาทีละนิด เสียงนั้นเป็นเสียงร้องไห้ของผู้หญิง ผมมั่นใจ ผมกดปิดเพลงแต่ไม่ได้เอาหูฟังออกจากหู
          ผมเงี่ยหูฟังเสียงนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เหมือนกับเจ้าของเสียงจะรู้ เพราะเสียงนั้นเงียบหายไป
          ผมใช้มือสะกิดเขี่ยคนทั้งสองให้ตื่น เพราะตอนนี้มีเสียงอื่นดังขึ้นมาแล้ว
          เสียงฝีเท้าที่พี่ป้อมเคยเล่าให้ฟัง บัดนี้มันดังขึ้นอีกครั้ง ผมนับไม่ถูกว่ามันมาจากเท้ากี่คู่ แต่มันก็เยอะมากพอที่จะทำให้ผมรู้สึกกลัว เสียงดนตรีไทยแว่วมาตามลมจางๆ  พร้อมกับเสียงเคาะกระจกที่ดังวนอยู่รอบๆ บ้าน
          พวกเราได้ยินเหมือนกันทั้งสามคน เว้นแต่เสียงหนึ่งที่ผมได้ยินเพียงคนเดียว นั่นคือเสียงสวดบริกรรมคาถาที่แว่วมาตามลมอีกเช่นกัน

เสียงนี้ผมคุ้นเคยและรู้จักมันดี มันคือเสียงบริกรรมของพวกเดรัจฉานวิชา ในบางค่ำบางคืน คนเหล่านี้จะปล่อยวิชาให้ลอยตามลมมา หากมีใครทัก ใครดวงตกก็จะได้รับของมาอย่างไม่ตั้งใจ หรือที่เราเรียกกันว่า ลมเพลมพัด
          บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยกระแสลบ จึงไม่แปลกที่มันจะดึงดูดของพวกนี้เข้ามาด้วย และเมื่อบ้านมีของเหล่านี้อยู่ ก็ไม่มีทางที่คนในบ้านจะอยู่กันได้อย่างมีความสุข
          เสียงหมาที่พร้อมใจกันหอนดังอยู่หน้ารั้วบ้าน ผมชะโงกหน้าออกไปดูที่หน้าประตูก็เห็นว่าหมาประมาณสิบตัวมานั่งรวมตัวกันอยู่ตรงนั้น และที่สนามหญ้าหน้าบ้านนั้นก็มีภาพของนางรำคนหนึ่งปรากฏอยู่ เธออยู่ในชุดทรงเครื่องครบ แต่ชฎานั้นแตกหักที่ส่วนยอด
          เธอหันหน้าเข้าศาลพระภูมิและเริ่มร่ายรำไปมาตามจังหวะเพลงที่ได้ยินเบาๆ
          แสงไฟในบ้านวูบไหว มันเหมือนกับหนังแต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ คนทั้งสองขยับตัวเข้าใกล้ผมอีกนิด พอดีกับที่ฝนค่อยโปรยปรายลงมาจนกลายเป็นฝนห่าใหญ่ที่หนักจนน่ากลัว
          คืนนั้นกรมอุตุฯ บอกว่าจะมีพายุเข้า แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปตามที่เขาพยากรณ์ เสียงฝนดังสลับกับเสียงอื่นๆ ที่ผิดปกติ
          พวกเราไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ปล่อยให้สิ่งผิดปกติเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างนั้นอีกพักใหญ่ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังเพิ่มขึ้นมา มันคือเสียงเอี๊ยดอ๊าดคล้ายเหล็กที่เสียดสีกัน
          เสียงนั้นดังมาจากชั้นสองของบ้าน เสียงมันคล้ายพัดลมเก่าๆ ที่ได้หมุนไปมาอย่างช้าๆ คนที่กลัวที่สุดคือพี่ป้อมอย่างแน่นอน เขากลัวมันจนตัวสั่น
          พวกเรายังนิ่งฟังอยู่จนเสียงนั้นเงียบหายไป และในสายตาของผมก็ปรากฏเห็นเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหัวมุมบันได เธออยู่ในสภาพคอที่เอียงไปข้างหนึ่ง  ดวงตากลม ถลนเกือบหลุดออกมานอกเบ้า ลิ้นอ้วนๆ นั้นจุกปากจนเต็ม
          เธอยืนมองผม ผมคิดว่าอีกสองคนไม่น่าจะได้เห็นเหมือนที่ผมเห็น ภาพนั้นน่ากลัว ผมยอมรับ เธอชี้นิ้วมาที่ผม ราวกับจะไล่ผมให้ออกไป
ปัง!
          จู่ๆ ก็มีเสียงดังมาจากประตูกระจกข้างห้องนั่งเล่น เสียงนั้นเหมือนมีคนมาเคาะมันอย่างแรง เสียงดังครั้งหนึ่ง แล้วย้ายไปดังอีกครั้งที่อีกมุมของบ้าน
          ตอนที่ผมตกใจเผลอหันไปมองที่กระจกบานนั้น พอหันกลับมา หญิงสาวคอเอียงคนเดิมก็ขยับเข้ามาใกล้จนห่างจากผมประมาณห้าเมตรเห็นจะได้
          พี่ป้อมเริ่มหอบและมีอาการหายใจไม่สะดวก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัวหรือเพราะเธอคนนี้
ผมกระชับแหวนในมือที่เป็นตัวแทนสิ่งที่ผมเคารพและครูบาอาจารย์ของผมให้แน่นเข้า ผมไม่กล้าหลับตา แต่พยายามสวดบทบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจเพื่ออัญเชิญให้ท่านมาคุ้มครอง
          และในนาทีนั้น ผมก็คิดถึงคนคนหนึ่งขึ้นมา ผมหยิบโทรศัพท์มาดูเวลามันดึกมากแล้ว แต่ในตอนนี้ผมต้องการคำแนะนำจากท่านจริงๆ ผมต่อสายหา ปู่ ทันทีแม้ว่าอาจจะโดนบ่นสักเล็กน้อย
"ปู่ครับ ขอโทษที่รบกวนดึกๆ ครับ"
"ไม่เป็นไร ว่าไง"
"ถ้าเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของพวกผีไม่ดี เราต้องทำยังไงครับ"
"ไล่เขาไปสิ ถ้าไล่ไม่ได้ ก็หาคนที่ไล่ได้ เชิญเขามา ไม่ก็เรียกหาเจ้าของที่แต่เดิมน่ะ"
          นั่นคือคำแนะนำของปู่ในคืนนั้น ผมรีบวางสายเพราะไม่อยากรบกวนเวลาปู่มากนัก บอกตามตรงว่า ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะต้องเชิญใคร ศาลพระภูมิของบ้านนั้นก็ว่างเปล่าไม่มีเทวดาองค์ใดรักษาอยู่
"ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ"
          เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของผมเหมือนมีใครต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง  ความรู้สึกบอกผมว่าเสียงนั้นเชื่อถือได้ และผมก็เลือกที่จะเชื่อเสียงนั้น
          ผมพนมมือแผ่เมตตาให้ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของเสียงนั้น ให้เขาได้มีแรงและมีอำนาจมากพอจะมานำทางผมหรือบอกอะไรกับผมอีกสักอย่างหรือสองอย่าง
ตุ้บ!
          เสียงของแข็งๆ ร่วงลงกระทบพื้นชั้นสองอย่างแรง เราสามคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่ผมก็ต้องตามเสียงนั้นไปให้ได้โดยเร็ว แต่หญิงสาวคอเอียง ยังมองพวกเราอยู่ ผมหยิบเอาถุงพลาสติกที่มีเถ้าธูปนั้นอยู่มาถือไว้ และกำลังคิดว่าจะใช้มันอย่างไร
          แต่ไม่ทันจะได้ทำอะไร ในหัวผมก็ได้ยินเสียงช้างและม้าดังขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับที่เธอคนนั้นหายไปจากบริเวณ
          เราสามคนเดินขึ้นมาบนชั้นสองและพยายามมองหาของที่ร่วงอยู่ แต่ก็ไม่พบสิ่งใด
ตุ้บ!
          อีกครั้งที่มีเสียงของตกลงมาที่พื้น และครั้งนี้ชัดเจนว่า มันดังมาจากข้างในห้องพระของบ้าน เราสามคนมองหน้ากันด้วยคำถาม
"ผมว่าต้องเปิดแล้วล่ะครับ"
"จะดีหรอครับน้อง พี่กลัวๆยังไงไม่รู้" พี่ป้อมพูดเสียงสั่นๆ
           ผมยืนยันว่าอย่างไรก็จะต้องเปิดประตูห้องนั้นออกมาให้ได้ เพราะผมเชื่อว่าในนั้นน่าจะมีทางออกของเราอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
          พี่ป้อมควานหาดอกกุญแจจากกุญแจพวงใหญ่ในมือ เพียงชั่วอึดใจเขาก็หาเจอเพราะว่าที่ตัวลูกกุญแจนั้นจะมีชื่อติดไว้ทุกอัน
          แม่กุญแจที่ไม่ได้ถูกไขเปิดมาเป็นเวลานานจึงทำให้มันฝืดด้วยสนิมและฝุ่นต่างๆนาๆที่เข้าไปอุดตันอยู่ในนั้น พี่ป้อมพยายามออกแรงบิดลูกกุญแจจนนิ้วมือแดงไปหมด
          ระหว่างที่ไขนั้นเสียงแปลกๆที่เราได้ยินมาโดยตลอดก็ยังไม่หายไป อีกทั้งยังมีอีกเสียงหนึ่งสอดประสานขึ้นมาเบาๆ นั่นคือเสียงร้องไห้ของหญิงสาวคนหนึ่ง ผมไม่ได้เห็นว่าเธออยู่ที่ใดและมีลักษณะอย่างไร รับรู้แต่เพียงว่าเสียงนั้นช่างเศร้าสร้อยและเจ็บปวดทรมาน
แกร๊ก!
เสียงไขกุญแจดังขึ้นทำให้ผมหันกลับมาดู แม่กุญแจถูกปลดออกแล้ว พี่ป้อมออกแรงบิดและผลักประตูบานนั้นให้เปิดออก กลิ่นอับในห้องกับฝุ่นผงตีกลับออกมาทันทีที่อากาศภายนอกไหลเข้าไปแทนที่
          ผมไอโขลกรู้สึกอยากอ้วกเพราะกลิ่นนั้นแรงมาก ผมกลืนน้ำลายกดอาหารเย็นที่กำลังจะไหลย้อนขึ้นมาให้ลงไปในกระเพาะตามเดิม
          ผมสูดหายใจเข้าออกพร้อมเอายาดมที่พกประจำยัดเข้าจมูกไว้อย่างนั้น
          แปลก แม้ว่าห้องนั้นจะมีกลิ่นอับจนน่าเวียนหัว ฝุ่นที่ฟุ้งอยู่ทำให้หายใจไม่สะดวก แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านในกลับรู้สึกปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
           ในห้องนั้นเป็นห้องเล็กๆมีหน้าต่างที่ปิดสนิทอยู่ ภายในไม่มีตู้หรือเก้าอี้เฟอร์นิเจอร์อะไรตกแต่งเอาไว้ นอกจากโต๊ะหมู่บูชาขนาดกลางที่ตั้งชิดผนังห้องฝั่งหนึ่ง
          บนโต๊ะหมู่นั้นไม่มีอะไรผิดสังเกต สิ่งที่ถูกวางเอาไว้เป็นพระพุทธรูปและเทวรูปต่างๆ ข้าวของทุกชิ้นถูกปกคลุมด้วยฝุ่นจนเปลี่ยนสีไปหมด
          แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของผมเอาไว้คือกลุ่มเงาดำที่รวมกันเป็นรูปร่างอยู่กลางห้องนั้น และเมื่อสังเกตมองดีๆจะเห็นว่าเงาดำนั้นตั้งอยู่บนเบาะสำหรับไหว้พระ
          เงาร่างนั้นอยู่คู่กันสองกลุ่มก้อนเช่นเดียวกับเบาะที่ถูกวางเอาไว้สองชิ้นห่างกันประมาณหนึ่ง ภาพนั้นน่าจะมีผมเห็นเพียงคนเดียวเพราะพี่ๆทั้งสองไม่ได้แสดงอาการผิดปกติอะไรออกมา
          ในความรู้สึกนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าดวงวิญญาณตรงหน้านั้นไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร ผมจึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้นๆ พี่ทั้งสองที่เห็นดังนั้นก็แปลกใจและทำตาม
          ผมบอกให้พี่ป้อมเอื้อมมือไปปิดประตูห้องพระเสียก่อน เพราะความรู้สึกน่าขนลุกจากภายนอกยังไม่หายไป

You cannot view this attachment.