พระสมเด็จเตโชกสิณ หลวงพ่อโอภาสี วัดอาศรมบางมด ปี 2480 สภาพสวยมากๆ พระรุ่นนี้สภาพนี้ถือว่าสวยมากๆเลยครับเพราะเป็นพระที่สร้างแบบโบราณเป็นของดีสุดยอดประสบการณ์ของหลวงพ่อโอภาสีเลยครับอธิษฐานบอกกล่าวเรื่องเมตตามหานิยมทำมาค้าขายมหาลาภดีมากๆครับเรื่องคุ้มครองแคล้วคลาดก็รับรองว่าแขวนเดี่ยวได้มั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ครับสำหรับพระสมเด็จรุ่นนี้ของหลวงพ่อโอภาสีประสบการณ์เขามีมาจนเป็นข่าวดังมาหลายครั้งตั้งแต่อดีต...
มาพร้อมใบเซอร์จัดสมาคมที่นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยเรียบร้อยแล้วด้วยครับ
สมเด็จ คือเป็นเนื้อผงรูปทรงสี่เหลี่ยม ด้านหลังมีรอยประทับคล้ายๆ ยันต์เป็นรูปวงรี ตามแบบในรูปนี้ นั่นแหละครับพระสมเด็จของหลวงพ่อโอภาสี ซึ่งเป็นพระที่ท่านสร้างในครั้งแรกๆ เลยทีเดียวครับ คือในครั้งที่ท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรฯ ครับ
หลวงพ่อโอภาสีท่านเคยจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรฯ และสอบได้เปรียญ 7 ประโยค นามของท่านในตอนนั้นคือพระมหาชวน ต่อมาท่านได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน ในทางเตโชกสิณ ท่านนับถือหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกาและดำเนินรอยตามหลวงพ่อกบ โดยท่านจะนั่งสมาธิตลอดวันตลอดคืน และยังได้บูชาเพลิงอีกด้วย มีผู้คนมากราบนมัสการท่านอย่างมากมาย ต่อมาในปีพ.ศ. 2480 ท่านก็ประกาศว่า "มหาชวนนั้นมรณภาพไปนานแล้ว ผู้ที่อยู่ในร่างของมหาชวนปัจจุบันคือโอภาสี ผู้เป็นนักเผากิเลสด้วยความร้อนแห่งไฟกิเลสเป็นความร้อน ไฟเท่านั้นที่จะเผาผลาญกิเลสให้พินาศไปได้"
ขี้เถ้าจากกองไฟของท่านส่วนหนึ่ง ท่านจะเก็บรวบรวมไว้ นำมาผสมกับว่านต่างๆ กับก้านธูปที่ท่านบูชาพระบดผสมลงไป นำมาทำเป็นพระสมเด็จ และปลุกเสกด้วย เตโชกสิณ ซึ่งท่านได้เก็บรวบรวมไว้จำนวนหนึ่ง จากนั้นท่านก็ได้บอกลูกศิษย์และให้บอกต่อๆ กันว่า ท่านจะแจกพระเครื่องให้กับทหารตำรวจในเครื่องแบบและประชาชนทั่วไป สำหรับทหารตำรวจให้แต่งเครื่องแบบไปด้วย
ในสมัยนั้นคุณลุงจิต เจิมภู่ อดีตนายทหารอยู่กรม ป.ต.อ. สี่แยกเกียกกาย ก็ได้ข่าวว่าหลวงพ่อโอภาสีจะแจกพระเครื่อง ท่านจึงได้แต่งเครื่องแบบไปหาหลวงพ่อที่วัดบวรฯ เที่ยวไปถามหาหลวงพ่อโอภาสี เขาก็บอกว่าท่านอยู่หน้าพระอุโบสถคณะรังสี จึงได้เดินไปหาหลวงพ่อ พบหลวงพ่อกำลังเอาโต๊ะหมู่ฝังมุกเผาไฟจนไหม้เป็นจุณ จึงได้เข้าไปกราบท่าน แล้วก็เอ่ยปากขอพระจากหลวงพ่อ หลวงพ่อโอภาสีจึงได้ควักเอาพระออกมาจากกระเป๋าอังสะ และปลุกเสกอยู่นานจึงส่งให้ คุณลุงจิตรับพระมาแล้วเห็นว่าองค์พระหนาเป็นพิเศษ ด้วยความอยากรู้จึงได้ถามหลวงพ่อโอภาสีว่าท่านทำมาจากอะไร หลวงพ่อโอภาสีท่านก็บอกว่า "ว่าน 108 ฉันธุดงค์ไปที่ไหนก็เก็บเอามา ยี่สิบกว่าพรรษาจึงจะครบ และผสมกับเถ้าที่เผากิเลส จึงพิมพ์เป็นองค์พระขึ้นมา" จากความที่เล่ามานี้จึงทำให้เรารู้ว่า พระสมเด็จของหลวงพ่อโอภาสีนั้น ทำมาจากเถ้าที่หลวงพ่อเผากิเลสและว่าน 108 ที่ท่านได้เก็บมาจากการธุดงค์
พระสมเด็จของหลวงพ่อโอภาสีเป็นพระเครื่องรุ่นแรกที่ท่านได้สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในระยะนั้นท่านยังจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรฯ ลักษณะเป็นพระรูปแบบสี่เหลี่ยมแบบพระสมเด็จฯ ด้านหน้าเป็นพิมพ์ลักษณะแบบพระสมเด็จฯ แบบพิมพ์ตื้นๆ ไม่ลึกนัก มีกรอบเหลือด้านข้างค่อนข้างมาก ด้านหลังจะเป็นตราประทับลึกลงไปในเนื้อพระ เป็นอักษรคำว่า จ.ป.ร. ลักษณะไขว้กัน ที่ท่านใช้อักษร จ.ป.ร. นั้นเนื่องจากท่านมีความรักเคารพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมากนั่นเอง ส่วนเนื้อของพระนั้นจะนุ่มฟูๆ ไม่แข็งนัก ที่น่าสังเกตคือองค์พระส่วนมากจะหนามากกว่าปกติ สีของพระจะออกหม่นๆ
พระผงหลวงพ่อโอภาสี พิมพ์สมเด็จ วัดอาศรมบางมด
บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายซึ่งมีอภินิหารหรือคุณธรรมอันวิเศษที่มรณภาพไปแล้วนั้น ถ้าใครเอ่ยถึง หลวงพ่อโอภาสี ก็คงจะอดอัศจรรย์ในคุณวิเศษอันสืบเนื่องจากผลการปฏิบัติของท่านไม่ได้ และด้วยเหตุนี้จึงมีผู้อ่านหลายท่านขอให้ผู้เขียนนำประวัติของท่านมาเล่าสู่ให้ฟังกันบ้าง
ระหว่างปี 2484-2485 ผู้เขียนยังเรียนหนังสืออยู่จำได้ว่าผู้คนทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงพากันไปชุมนุมที่หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร นับแต่ถนนหน้าวัดบวรฯไปจนจรดตลาดบางลำพูมีคนเข้าแถวเต็มไปหมด ได้ความภายหลังว่ามารอหลวงพ่อโอภาสี แจกพระเครื่องที่ท่านทำพิธีปลุกเสก
ในครั้งนั้น ชื่อเสียงของ หลวงพ่อโอภาสี โด่งดังไปทั่งสารทิศ เพราะพิธีกรรมของท่านแปลกพิสดารเกินกว่าคนธรรมดาจะกระทำได้ กล่าวคือ ท่านขนเอาสมบัติพัสถานในกุฏิของท่าน ไม่ว่าจะเป็นตู้โต๊ะ หนังสือตำรา ถ้วยโถโอชามอันเป็นของเก่าแก่มีราคา ตลอดจนกองธนบัตรที่มีคนมาถวาย มากองสุม ณ บริเวณสนามหญ้า แล้วจุดไฟเผาท่ามกลางความตกตะลึงของพระภิกษุสามเณร และผู้คนที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง พอไฟมอดลงแล้วท่านก็เดินหายไปในกุฏิเพื่อสวดมนต์ภาวนาของท่านต่อไป
การประกอบพิธีกรรมอันประหลาดของท่านซึ่งมีติดต่อกันหลายครั้งในสมัยนั้น ทำให้วัดบวรนิเวศวิหารพลุกพล่านไปด้วยผู้คนเป็นประวัติการณ์ จึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อโอภาสีต้องออกจากวัดบวรฯในเวลาต่อมา และในที่สุดท่านก็ไปอยู่ที่อาศรม ณ ตำบลบางมด เรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ของพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีความรู้ในพระธรรม พระวินัย จนสอบได้เปรียบแปดประโยคท่านนี้ ผู้เขียนได้พยายามรวบรวมเรื่องราวของท่านจากหนังสือบางเล่ม และจากท่านผู้รู้บางท่าน พอได้ใจความมาเสนอดังต่อไปนี้
หลวงพ่อโอภาสี หรือ พระมหาชวน โอภาสี (ป.เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.2441 เรียนหนังสือจบขั้นมัธยมปีที่ 6 แล้วบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพธิ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช สอบได้นักธรรมโทจึงเดินทางมาศึกษาบาลีควบคู่ไปกับนักธรรมเอก ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ จนสอบได้เปรียญ 8 ประโยค จากนั้นได้หันมาปฏิบัติตามลำพัง เป็นสำคัญกระทั่งในวันหนึ่งท่านได้ประกาศว่า "มหาชวนนั้นตายไปแล้ว บัดนี้เหลือแต่โอภาสีผู้ปรารถนาในความหมดสิ้นจากอาสวะทั้งหลาย"
ท่านเจ้าคุณราชธรรมนิเทศ เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า "มีสิ่งที่น่าประหลาดอยู่เรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวกับหลวงพ่อโอภาสีเห็นเขาพูดกันว่า เมื่อครั้งท่านยังเป็นพระมหาชวนนั้นที่แก้มซีกขวาของท่านยังไม่มีไฝฝ้า แต่ครั้นมาเป็นหลวงพ่อโอภาสีกลับมีปานดำขึ้นที่แก้มจนเห็นได้ชัด ไม่ทราบว่าปานนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะคนเรามักจะมีปานหรือไฝก็มีกันแต่เล็กแต่น้อย นี่ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว อายุตอนนั้นประมาณ 40 ทำไมปานเกิดขึ้นมาได้ก็ไม่ทราบ" เกี่ยวกับเรื่องอภินิหารของหลวงพ่อโอภาสีนั้นดูจะมีหลายประการ โดยเฉพาะได้แก่การมีหูทิพย์ ตาทิพย์ และวาจาสิทธิ์ ท่านกล่าวคำใดออกมาไม่ใคร่จะพลาดจากคำนั้น ซึ่งอาจจะสืบจากผลการปฏิบัติอย่างแรงกล้าของท่านก็เป็นได้
มีเรื่องเล่าว่า เคยมีสุภาพสตรีสูงอายุท่านหนึ่ง มีความศรัทธาหลวงพ่อโอภาสีเหลือเกิน ถึงแก่ปรารภกับญาติพี่น้องที่บ้านว่า อยากได้เส้นผมของหลวงพ่อไว้บูชา ครั้นต่อมาสุภาพสตรีท่านนั้นไปนมัสการหลวงพ่อ พอก้มลงกราบ ยังไม่ทันจะกล่าวอะไรหลวงพ่อก็ยกมือจับเส้นผมของท่าน พร้อมกับบอกว่า "ผมของอาตมาสั้นออกอย่างนี้ จะตัดไปให้โยมได้อย่างไร" สุภาพสตรีท่านนั้นถึงแก่นั่งตกตะลึงพูดไม่ออก ครั้งหนึ่งได้มีสุภาพสตรีผู้สูงด้วยอำนาจวาสนาท่านหนึ่งพาบริวารไปนมัสการหลวงพ่อที่สวนส้มบางมด ได้สนทนาปราศรัยกับท่านเป็นอันดี ชั่วครู่หลวงพ่อเหลือบไปเห็นแหวนเพชรในนิ้วมือของสุภาพสตรีท่านนั้น เปล่งประกายสุกสกาวจึงถามว่า "ถ้าอาตมาจะขอแหวนวงนี้จากคุณโยม จะเสียดายไหม"
สุภาพสตรีท่านนั้นถอดแหวนออกจากนิ้วนางประเคนท่านแทนคำตอบทันที ท่ามกลางความชื่นชมของบริวาร หลวงพ่อรับไว้ หยิบพลิกดูไปมาแล้วหันไปหยิบค้อนที่อยู่ข้างหลัง วางแหวนเพชรที่ไม่รู้ว่ากี่กะรัตลงบนพื้นแล้วตอกด้วยค้อนบัดนี้! สุภาพสตรีท่านนั้นเกือบเป็นลม หลวงพ่อโอภาสีมองหน้าพลางเปรยออกมาว่า "ของดี ๆ อย่างนี้ จะสูญได้อย่างไร" สุภาพสตรีผู้นั้นหมดกำลังใจจะสนทนาต่อ อ้อมแอ้ม ๆ ออกมาสอง-สามประโยค ก็นมัสการลากลับไม่เหลียวหลัง ปรากฏว่าเย็นวันนั้น หลังจากอาบน้ำชำระกายเรียบร้อยแล้ว เปิดโถแป้งออกมา ตั้งใจจะหยิบแป้งขึ้นมาผัด กลับเห็นแหวนเพชรวงที่หลวงพ่อโอภาสีทุบจนแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ วางอยู่ในนั้นชัดแจ้ง...เป็นวงแหวนสมบูรณ์เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน!
อีกคราวหนึ่ง คุณหลวงประเสริฐรัฐวิจารณ์ เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ขององค์การท่าเรือฯ ผู้รู้จักคุ้นเคยกับหลวงพ่อมาช้านาน ได้เข้าไปนมัสการและสนทนาด้วย จนได้เวลาพอสมควรจะลากลับหลวงพ่อกลับบอกว่าประเดี๋ยวก่อน แล้วท่านก็ลุกเข้าไปในอาศรมถือธนบัตรใบละ 100 จำนวนสองใบมายื่นให้คุณหลวงพลางบอกว่า "เก็บไว้ให้ดี เป็นเงินก้นถุง" คุณหลวงก้มลงกราบรับไว้ด้วยความปีติยินดี แต่เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ท่านนึกไปถึงเพื่อนคนหนึ่งซึ่งไปรับราชการอยู่ที่กรุงวอชิงตัน อเมริกาในขณะนั้น เพราะเพื่อนผู้นี้เคยปรารภกับท่านว่าอยากได้เงินก้นถุงของหลวงพ่อโอภาสีมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสจะได้กับเขา คุณหลวงประเสริฐคิดถึงเพื่อนผู้นั้นก็อยากจะสละเงินก้นถุงที่ตนได้มาให้แก่เพื่อนไปก่อน ด้วยคิดว่าท่านอยู่ใกล้กับหลวงพ่อ วันหน้าคงจะมีโอกาสขอได้ใหม่ ท่านจึงจัดแจงจดหมายเลขธนบัตรเอาไว้ แล้วส่งเงินนั้นไปให้เพื่อนที่วอชิงตันทันที
ต่อมาอีกสามสี่วัน คุณหลวงไปนมัสการหลวงพ่ออีกครั้ง พอหลวงพ่อเห็นหน้าท่านก็หยิบธนบัตรใบละ 100 สองใบส่งให้คุณหลวง พลางหัวเราะบอกว่า "ไม่ต้องตกใจดอกคุณหลวง เขาไปเที่ยววอชิงตันมา!" ก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพเพียงไม่กี่วัน พุทธสมาคมแห่งประเทศอินเดียได้นิมนต์ให้หลวงพ่อเดินทางไปร่วมประชุมสงฆ์ทั่วโลก หลวงพ่อรับนิมนต์ ทั้งได้ส่งสานุศิษย์ผู้ติดตามอันได้แก่ นายสนิท วชิรสาร กับ นายยี.อี.เอิร์ด เดินทางล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ ส่วนหลวงพ่อจะเดินทางไปโดยลำพังในวันที่ 31 ตุลาคม 2498
หลวงพ่อบ๋าวเอิง ทราบข่าวว่า หลวงพ่อโอภาสีจะไปอินเดียก็จะขอติดตามไปด้วย แต่หลวงพ่อบอกว่า "ขณะนี้ท่านมีธุระมาก อย่าเพิ่งไปดีกว่า และอาตมาไปครั้งนี้ก็ไม่ต้องใช้พาสปอร์ตเหมือนคนอื่นเขา จึงให้ร่วมไปไม่ได้" ภายหลังจาก นายสนิท วชิรสาร กับ นาย ยี.อี.เอิร์ดเดินทางไปถึงอินเดีย ได้พำนักอยู่ในพุทธวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งทางพุทธสมาคมอินเดียจัดไว้รับรอง ครั้นเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 31 ตุลาคม 2498 นายยี.อี.เอิร์ด ได้เห็นภาพของหลวงพ่อโอภาสีลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ ใบหน้าของท่านอิ่มเอิบสดใส ภาพนั้นปรากฏเพียงชั่วครู่ก็เลือนหายไป
ครั้นตกบ่ายได้มีคนเข้ามาบอกแก่คนทั้งสองว่า มีพระแก่รูปหนึ่งรอพบอยู่ข้างนอก จึงรีบชวนกันออกไป กลับพบหลวงพ่อโอภาสียืนรออยู่! ท่านบอกว่า "ฉันมาตามคำพูด ไม่มีอะไรมาห้ามฉันได้ อย่าแปลกใจเลย" ศิษย์ทั้งสองดีอกดีใจ รีบพาหลวงพ่อเข้าไปยังพุทธวิหารพลางขอตัวเพื่อไปเอาของในห้องพักของตน เตรียมจะนำหลวงพ่อออกชมบ้านเมืองอินเดีย แต่ในขณะนั้นเอง มีบุรุษไปรษณีย์นำโทรเลขมาส่ง คนทั้งสองเปิดโทรเลขอ่านดูแล้วต้องยืนตัวแข็งเพราะข้อความมีว่า "หลวงพ่อโอภาสีมรณภาพเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2498 กลับด่วน"
ปัจจุบันศพของหลวงพ่อโอภาสียังคงอยู่ในอาศรมบางมดเชิญผู้มีจิตศรัทธาไปนมัสการได้
พระผงหลวงพ่อโอภาสี พิมพ์สมเด็จ ที่ท่านได้เห็นอยู่นี้ ถือว่ามีคุณวิเศษมากมาย ดีทางเมตตามหาเสน่ห์ มีโชคมีลาภ ป้องกันอสรพิษ กันอุบาทว์จัญไร ในองค์ที่มีสภาพสวยงาม สนนราคาที่หลักหมื่นกลางขึ้นไป
(https://www.thaprachan.com/thumb/XB21055861A-1318.jpg) (https://www.thaprachan.com/thumb/XB21055861B-5826.jpg) (https://www.thaprachan.com/thumb/XB21055861C-4167.jpg)
สาธุครับ