เรื่องนี้เริ่มจากที่ผมและทีมงาน ได้ออกถ่ายหนังสั้น ที่จ.หนึ่งในภาคใต้ ซึ่งมีพี่ๆที่ติดตามเพจเรื่องผีขยี้ขวัญของเรา ได้ใจดีเชิญพวกผมมาพักที่รีสอทของเขา ผมขอเรียกแกว่าพี่ต้อมนะครับ
พวกเราออกเดินทางมาสักพักก็จอดแวะกินข้าว ที่ปั๊มเล็กๆแห่งหนึ่ง พวกผมพากันไปกินข้าวหมกไก่เพราะเป็นอาหารที่ได้เร็ว เนื่องจากพวกผมก็รีบเดินทางกันด้วย ทุกคนก็สั่งมากินที่โต๊ะ ส่วนผมนั้นเป็นคนแปลกๆครับเวลาจะกินอาหารต้องดูการ์ตูนในมือถือผมจึงสั่งใส่กล่องมานั่งกินที่ท้ายรถ และก่อนที่จะกินก็มีสายของแฟนผมพอดี ผมจึงกดรับพูดคุยปกติ ก่อนจะเดินไปสั่งข้าวหมกไก่อีก10กว่ากล่อง เพื่อจะเอาไปฝากพวกพี่ต้อม เพราะเนื่องจากได้ยินว่านอกจากรีสอร์ทก็มีสวนมีไร่ จึงซื้อไปฝากคนงานของพี่ต้อมด้วย เขาอุตส่าห์ให้ที่พักกับผม
และต้องบอกก่อนนะครับ ลูกสาวคนขายนั้นตรงสเปคผมมาก ผมสั้นตาคมผิวเข้ม ตามสไตสาวใต้แท้ๆเลย ปล.คลิปนี้ออกมาผมคงหยุดพากไปหลายวันเพราะคุณแฟนผมเอาแม่ไม่มวยไทยใส่ผมยับแน่ เข้าเรื่องต่อเลยนะครับ โดยที่น้องคนนี้เขาจะมีรอยสักอยู่บนนิ้วผมเองก็ดูไม่ออกว่าเป็นรูปอะไรเพราะดูเหมือนมันจะสักมานานแล้วเพราะสีมันเริ่มจางๆ น้องคนนั้นก็ชวนผมคุยว่าผมมาเที่ยวหรือ ผมก็บอกครับๆไป แล้วไม่นานข้าวที่ผมสั่งก็เสร็จ โดยมีคุณยายน่าจะอายุราวๆ60-70 กว่าๆออกมาเสิร์ฟน่าจะเป็นคุณแม่ของน้องเขา ...
พอของได้มาผมก็รับของและเดินกลับมาที่รถแต่น้องคนนั้นก็วิ่งตามผมมาพร้อมกับยื่นกระดาษให้ผม ผมนี่ยิ้มหน้าบานเลยคิดว่าตัวเองก็มีเสน่ห์มิใช่น้อย แต่น้องเขากับพูดผมว่า
" หนูฝากให้พี่คนตัวสูงๆหน่อยนะคะฝากบอกพี่เขาด้วยอย่าลืมโทรหาหนูนะ 😁 "
น้องเขาพูดด้วยรอยยิ้ม ส่วนผมนี่หน้าบูดเป็นตูดลิงเลย และชายที่น้องเขาหมายถึงก็คือ " อับดุล " ทีมงานของผมชายหนุ่มลูกครึ่งอินเดียร่างกายกำยำ ที่ชอบแย่งซีนผมประจำ ผมเดินมาที่รถและได้ยื่นกระดาษที่น้องคนนั้นให้อับดุล เจ้าอับดุลนี้ก็ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย หลังจากที่จัดแจงอะไรเสร็จสรรพพวกเราก็ล้อหมุนทันที....
พวกเราใช้เวลาประมาณอีก 4-5 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมาย ทางด้านพี่ต้อมก็รีบออกมาต้อนรับพวกเราด้วยความยินดี โดยจะมีพี่ต้อมและพี่สุ เป็นภรรยาและน้องเมย์ลูกสาว
( ชื่อทั้งหมดในตัวละครเป็นนามสมมุตินะครับ)
โดยพี่ต้อมได้พาพวกผมและทีมงานไปเดินดูในสวนของเขา ผมเห็นว่ามันสวยจึงจะขออณุญาติถ่ายทำที่นี้ส่วนหนึ่ง และพี่ต้อมก็ยินดีมาก พี่ต้อมพาพวกผมเดินมาแถวๆกลางสวน ก็ได้เจอกับทีมงานของพี่ต้อมโดยมี "พี่สัน " เป็นหัวหน้าคนงาน พี่ต้อมจึงฝากพี่สันให้พาพวกผมทัวร์ส่วนตัวเขาขอเตรียมไปทำกับแกล้มในมื้อเย็นนี้ก่อน...
พี่สันแกก็พาพวกผมออกเดินดูตรงนู้นตรงนี้โดยต้องบอกเลยครับว่าพี่สันเป็นคนที่น่ารักเฟรนลี่มากกก คุยเก่งยิ้มแย้มตลอด พวกเราเดินมาได้สักพักจึงขอพักกินข้าว ผมจึงส่งกล่องข้าวหมกไก่ที่ซื้อมาตอนนั้นแบ่งให้กับพี่สันด้วย พอพี่สันเปิดกล่องข้าวก็ถึงกับตกใจรีบเควี้ยงทิ้งและอาเจียนออกมาทันที ผมรีบลุกขึ้นไปลูบหลังพี่สัน แต่พี่สันรีบผลักตัวผมออกแล้วค่อยๆเดินไปข้างหน้าและหายเข้าไปที่ไหนสักที่หนึ่ง พวกผมก็งง และก็ไม่สามารถเดินไปต่อข้างหน้าแล้วจึงต้องเดินกลับมาทางเดิม และขอให้คนงานที่สวนพาพวกผมส่งที่บ้านของพี่ต้อมหน่อย.....
พอมาถึง พี่ต้อมก็ได้ให้พวกผมไปอาบน้ำแล้วลงมาดื่มฉลองพร้อมกัน โดยมีพี่สุและน้องเมย์เป็นแม่ครัวให้ ผมเองพออาบน้ำเสร็จก็ได้มาช่วยพี่สุและน้องเมย์ทำกับข้าว โชว์ฝีมือเชฟโรงแรมเก่าซะหน่อย อิอิ พวกเรานั่งกินนั่งดื่มกันสนุกสนานจนกระทั่งเริ่มมืด ผมเลยนึกเรื่องของพี่สันมาได้เลยถามกับพี่ต้อมว่า
" เอิ่ม.. พี่ต้อมครับ ช่วงกลางวันไม่รู้พี่สันเขาเป็นอะไรเหมือนกันครับผมส่งเข้ากล่องไปให้ พอพี่สันเปิดดู เขารีบปัดทิ้งทั้งอ้วกแล้วก็เดินหายไปในสวนเลยน่ะครับ "
พี่ต้อมที่ได้ยินก็มีสีหน้าตกใจ และถามผมว่าผมนั้นให้ข้าวอะไรกับพี่สันกิน ผมจึงบอกว่า
" ข้าวหมกไก่ครับ "
พี่ต้อมถึงกลับสะอึกนั่งมองนน้าผม ผมที่เห็นดังนั้นก็รู้ทันที่และคิดในใจว่า
" เอาแล้วกู... "
พี่ต้อมค่อยๆพูดว่า
" พวกนิลจะเชื่อที่พี่จะเล่ามั้ย..? "
และพี่ต้อมจึงเริ่มเล่าว่า
เมื่อเกือบ20กว่าปีก่อน พี่สันกับพี่ต้อมเป็นเพื่อนรัก สนิทกันมาตั้งแต่หนุ่มๆ บ้านของพวกเขาทั้ง2แต่เดิมไม่ใช่ที่นี้ แต่เป็นอีกจังหวัดหนึ่งแถวใต้เหมือนกัน ทั้ง2มักจะไปไหนด้วยกันทำงานที่เดียวกัน จนวันหนึ่งทั้ง2คนทำงานเสร็จก็ได้มานั้งกินกินนั่งดื่มร้านประจำ ตัวของพี่สันแกเป็นคนชอบกินข้าวหมกไก่มาก เรียกได้ว่าfc.ข้าวหมกไก่เลยทีเดียว กินทุกวันก็ยังไม่เบื่อและพี่สันนั้นมีแฟนอยู่คนหนึ่งชื่อคุณกิ๊ก โดยคุณกิ๊กทำงานเป็นลูกจ้างที่ร้านข้าวหมกไก่
( ปล.ผมละไม่ต้องสงสัยแล้วว่าทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไง )
โดยในทุกๆครั้งเวลาที่พี่สันดื่มเสร็จเขาก็จะไปรับพี่กิ๊กที่ทำงานกลับบ้านเป็นประจำ แต่วันนี้เขาก็ไปรับพี่กิ๊กตามปกติ แต่ทว่าไม่เจอพี่กิ๊ก เฮียอ้น(เจ้าของร้าน) แกเป็นคนที่มีจิตใจดีมากเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน บอกว่าพี่กิ๊กนั้นขอตัวกลับบ้านตั้งแต่ครึ่งวันแล้วเนื่องจากต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัด...
พี่สันที่เขาได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ได้อะไร ซื้อข้าวหมกไก่ไป2กล่อง และจะไปหาที่บ้านพี่กิ๊กเผื่อว่าพี่กิ๊กนั้นยังไม่ได้ออกเดินทาง เขาสตราทรถบึ่งไปทันที ...
พอมาถึงเขาก็เห็นว่าแม่ของพี่กิ๊กนั้นกำลังจะล็อคประตูบ้านพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ จึงเข้าไปถาม
" แม่สวัสดีครับจะไปต่างจังหวัดหรือครับ "
แม่พี่กิ๊กก็ตกใจ
" ตกใจหมดสันลูก!! ใช่จ๊ะไปหลายอาทิตย์เลยญาติป่วยลูก นี่ก็ให้เจ้ากิ๊กเดินทางไปก่อนแล้วเพราะแม่ต้องเตรียมเอกสารเลยไปทีหลัง "
พี่สันที่ได้ยินแม่พูดดังนั้นก็รู้สึกเสียใจนิดหน่อยจึงอาสาไปส่งแม่ที่สถานีรถไฟ...
หลังจากนั้นก็ผ่านไป 2 ปีพี่สันก็ไม่เคยได้เจอพี่กิ๊กกับแม่ของเขาอีกเลย พี่ต้อมบอกตอนนั้นพี่สันแย่มากไม่เอาอะไรเลย กินแต่เหล้า และยังคงกินข้าวหมกไก่ที่ร้านประจำ เผื่อรอพี่กิ๊กเชื่อว่าสักวันพี่กิ๊กจะกลับมา พี่ต้อมเขาก็รู้สึกสงสารเพื่อนมากแต่ตัวเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะว่าพี่กิ๊กก็เป็นคนจังหวัดอื่นที่มาทำงานที่นี่เหมือนกัน
จนถึงวันที่มีงานประเพณีพี่ต้อมจึงชวนพี่สันออกไปเปิดหูเปิดตา โดยใช้ข้ออ้างว่าอาจจะเจอพี่กิ๊กก็ได้ พี่สันแกจึงยอมไป
ทั้งคู่ขับรถออกไปจะไปที่งานแต่ทว่าดันส่วนกับเด็กคนหนึ่งเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรมา พี่ต้อมพี่สันจึงจอดรถไปดู
" น้องๆเป็นอะไรๆๆ "
พี่ต้อมถามขึ้น
" พี่ๆช่วยหนูด้วย หนูโดนจับมา "
เด็กคนนั้นพูดอย่างร้อนรนทั้งน้ำตา และไม่นานก็เหมือนมีกลุ่มผู้ชายวิ่งกันมา 5-6 คน พี่สันไม่รอช้าพาน้องไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ข้างทาง แล้วให้พี่ต้อมรับหน้าเพื่อไม่ให้สงสัย พอกลุ่มชายฉกรรจ์มาถึงก็คุยกับพี่ต้อมพักหนึ่ง พี่สันสังเกตุว่าในกลุ่มชายฉกรรจ์มีเฮียอ้นอยู่ด้วยจึงแปลกใจ
ไม่นานกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ได้พากันเดินกลับไป
พี่สันจึงค่อยๆออกมาแล้วถามว่าคนนั้นใช่เฮียอ้นหรือเปล่าแล้วมันเกิดอะไรขึ้น พี่ต้อมจึงบอก
" เขามาไล่จับเด็ก เขาบอกเด็กไปโขมยของมา "
เด็กสาวคนนั้นที่ได้ยินดังนั้นเขาก็รีบพูดว่า
" หนูไม่ได้ขโมยอะไรมาหนูโดนจับตัวมาจริงๆ "
พี่ต้อมเองตอนนั้นเขาก็ส่องจิตสองใจแต่ที่เขาเลือกที่จะไม่บอก เนื่องจากเชื่อที่เด็กพูด แต่ที่พี่สันรู้สึกเอะใจคือแค่เด็กขโมยของทำไมต้องพากันมาขนาดนี้....
ทั้งคู่รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากจึงจะตามไป ทั้งคู่ได้โบกรถคนที่กำลังขับผ่าน ให้พาเด็กสาวนั้นไปส่งบ้านพี่ต้อมหน่อย เนื่องจากถ้าพวกตนไปส่งกลัวว่าจะคลาดสายตาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ แล้วเป็นจังหวะพอดีกับที่พวกเพื่อนๆที่ทำงานพี่ต้อมกับพี่สันผ่านมาพอดีจึงฝากเด็กสาวไปและบอกว่าเป็นน้องสาวพี่ต้อมมาจากต่างจังหวัด และพวกตนรีบไปหาสาวที่งาน และที่ต้องบอกไปอย่างนั้นเพราะว่าตอนนี้ยังไว้ใจใครไม่ได้ ทางเพื่อนก็รับน้องขึ้นมา...
ทั้งคู่ได้รีบตามไปในทันที สะกดรอยตามจนมาถึงที่ๆๆหนึ่ง เป็นที่ป่าของกำนันที่เป็นน้องชายเฮียอ้น คนกลุ่มนั้นเดินไปลึกมาก จนมาเจอกลับบ้านหลังหนึ่ง พวกชายฉกรรจ์รวมถึงเฮียอ้นเดินเข้าไปในนั้น พวกพี่สันพี่ต้อมก็พากันดูลาดราวแต่จังหวะนั้นจู่ๆประตูก็เปิดขึ้น พร้อมกับมีเด็กผู้หญิงรีบวิ่งออกมา ..
" เปรี้ยง!! "
เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับกระสุนที่ทะลุศรีษะของเด็กผู้หญิงคนนั้น ..... ใช้แล้วครับเด็กคนนั้นถูกยิงเสียชีวิตทันที และคนที่เดินออกมาจากประตูก็คือเฮียอ้นพร้อมกับปืน พวกผู้ชายที่เหลือก็พากันมาหิ้วร่างที่ไร้วิญญานก่อนจะถูกตัดคอโดยชายอีกคนก็คือกำนัน...
กำนันชูหัวของเด็กสาวคนนั้นพร้อมกับพูดว่า
" พวกมึงถ้าคิดหนี!! ชะตาของมึงก็จะเป็นแบบนี้!! "
พี่สันพี่ต้อมก็ถึงกับตาค้างหัวใจเต้นดังสนั่น ทั้งคู่อยู่ในอาการทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะสังเกตุได้ว่าข้างในบ้านยังมีเด็กอยู่อีก4-5คน ทั้งคู่ทำได้เพียงปิดปากขาสั่น นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นภาพอันโหดเหี้ยมแบบนี้
ทั้ง2นั่งอยู่แบบนั้นมันเป็นเวลานานมากเหมือนกับเวลาได้หยุดอยู่ตรงนั้นแล้ว พวกเฮียอ้นก็พากันมานั้งกินเหล้ากับกำนัน พร้อมพูดว่า..
" อีเด็กที่ตายกูขอนะ จะเอาไปปรุงในข้าวหมกไก่เสียดาย "
พี่ต้อมกับพี่สันได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเกือบหลุดปากร้องแต่ยังดีที่ห้ามใจได้ทัน
" เออมึงเอาไปเถอะ จะฝั่งที่นี้ก็เหม็นเปล่าๆ เออว่าแต่ไอ้สันมันยังมากินร้านมึงป่าวว่ะ "
**กำนันถาม**
" มาประจำแหละสงสัยมันจะคิดถึงมากว่ะ555 "
**เฮียอ้นพูด**
" ถ้ามันรู้ว่าตลอด2ปีมันแดกแฟนมันคงหายคิดถึงว่ะ เพราะอยู่ด้วยกันตลอดอยู่ในท้องด้วย5555555555 "
ไอ้กำนันชั่วพูดพร้อมหัวเราะชอบใจ
" ถ้าอีกิ๊กมันยอมว่าเป็นเมียกูดีๆกูก็ไม่ทำหรอก แต่เสือกเลือกช่วยไม่ได้ "
**เฮียอ้นพูด**
พี่ต้อมที่ได้ยินก็ช็อคและรีบหันไปทางพี่สันปรากฎว่าพี่สันตอนนี้ทำสีหน้าโกรธเส้นเลือดปูด เลือดขึ้นหน้าแล้ว พี่ต้อมก็รู้ทันทีจึงรีบกระโดดล็อคเพื่อน เพราะเขารู้ว่าพี่สันต้องพุ่งเข้าแน่ เพราะถ้าปล่อยให้พี่สันเข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับเอาชีวิตไปโยนทิ้ง เพราะฝั่งโน่นมีทั้งอาวุธจำนวนคน
ทั่ง2ล็อคปล่ำกันตรงนั้นพักใหญ่ จนเสียงดังพวกกำนันจึงยิงปืนมาตรงที่พวกเขาอยู่ ลูกกระสุนมาโดนขาพี่สัน พี่สันถึงกับร้องลั่น พวกกำนันที่รู้แล้วว่าตอนนี้มีคนแอบดูอยู่จึงเรียกลูกน้องแล้ววิ่งตรงมาที่พี่ต้อมกับพี่สัน...
พี่ต้อมที่รู้แกก็รีบเอาพี่สันขึ้นขี่หลังและพากันวิ่งหนี
พวกกำนันรีบตามอย่างไม่ลดละ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร พี่ต้อมก็วิ่งสุดชีวิตจนมาทะลุตรงงานประเพณี พี่ต้อมจึงหยิบปืนที่มีติดตัวยิงขึ้นฟ้าเพื่อนสร้างความแตกตื่น
" เปรี้ยง!!ๆๆๆ "
คนทั้งงานต่างพากันวิ่งอลมาน จนในที่สุดพี่ต้อมก็หนีรอดได้ แต่ก็ต้องรีบเก็บข้าวของเพราะรู้ดีว่าไม่นานพวกกำนันต้องรู้แน่เพราะตอนวิ่งไปในงานมีผู้คนไม่น้อยที่เห็นหน้าเขา หลังจากที่พวกเขาเก็บของเสร็จแล้วทั่ง3ชีวิตพากันไปหลบซ่อนที่วัดก่อนเพราะเนื่องจากถ้าแจ้งความคงไม่มีใครเชื่อแน่ หลวงพ่อท่านก็เมตตาให้พวกพี่ต้อมนั้นแอบไปก่อน แล้วมันก็เป็นอย่างที่พี่ต้อมคิดจริงๆ
กำนันได้ประกาศบอกลูกบ้านว่าพี่ต้อมกับพี่สันเป็นฆาตกรฆ่าเด็ก พวกชาวบ้านก็เชื่อเพราะเนื่องจากบารมีของกำนัลและความใจดีบังหน้าของเฮียอ้น
พี่สันที่รู้อย่างนั้นก็เจ็บใจมากจะตามไปเอาเรื่องอยู่หลายครั้งแต่พี่ต้อมและหลวงพ่อก็ช่วยเตือนสติ เพราะถ้าปล่อยก็มีแต่ตายอย่างเดียว..
พวกพี่ต้อมพักอยู่ที่วัดไม่นานหลวงพ่อจึงแนะนำให้ไปหาเพื่อนเขาอีกจังหวัดหนึ่งเดี๋ยวทางหลวงพ่อจะเขียนจดหมายแนะนำให้และยังเป็นจังหวัดเดียวกับบ้านของน้องคนนั้นด้วย ผมจะขอเรียกเธอว่าน้องสุ นะครับ พวกพี่ต้อมในตอนนั้นก็ได้ขอบคุณหลวงพ่อและจะทำตามที่บอก
หลวงพ่อจึงกำชับว่า
" อย่ากลับมาที่นี่อีกนะ "
ทั้งคู่ก็รับปากและเริ่มออกเดินทาง ทั่ง3ระหกระเหินกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงบ้านน้องสุ ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่มากหรือก็คือน้องสุเป็นลูกสาวของเศรษฐี พอ พ่อกับแม่เห็นน้องสุก็พากันร้องไห้วิ่งมากอด และรีบให้ลูกน้องมาจับพี่ต้อมและพี่สันเพราะเข้าใจผิด นึกว่าเป็นคนร้ายแต่น้องสุเขาก็รีบมาบอกว่าไม่ใช่ทั้งสองเป็นผู้มีพระคุณ
หลังจากที่ปรับความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้วทั้ง 3 ก็เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้พ่อน้องสุฟัง..
หลังจากพ่อน้องสุได้รับฟังก็ถึงกับเลือดขึ้นหน้าและก็จะให้ทั้งคู่อยู่ทำงานที่นี่ไม่ต้องหนีไปไหนแล้ว ส่วนเรื่องลักพาตัวเด็ก ทางพ่อน้องสุเขาจะไปปรึกษากับเพื่อนที่เป็นข้าราชการใหญ่ให้จัดการเอง ทั้งสองก็ถึงกับยกมือไหว้น้ำตาไหลพรากขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง และหลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกหลายปี ก็มีข่าวว่าพวกกำนันและเฮียอ้นถูกจับข้อหา ค้ามนุษย์และค้าขายอวัยวะมนุษย์ โดยเฮียอ้นเป็นโรคจิตที่ชอบฆ่าคนและกินเนื้อ แถมเอาเนื้อมนุษมาทำอาหาร โดยเฉาะข้าวหมกไก่ที่ทั้งน้ำเลือดน้ำเหลืองศพนำมาขายให้ลูกค้ากิน...
ทั้งคู่ได้ฟังถึงกลับอาเจียนทันทีนึกถึงคำพูดที่ไอ้กำนันมันพูดว่าพี่สันกินเนื้อแฟนทุกวัน โดยทั้งคู่ถูกตัดสินประหารชีวิต
และเรื่องราวของสองพี่น้องนรกส่งมาเกิดก็จบเพียงเท่านี้
ส่วนพี่ต้อมพี่สันก็ได้อยู่ทำงานรับใช้พ่อน้องสุมานานจึงเกิดความรักกับน้องสุ พ่อของน้องสุเขาก็ไม่ได้ห้ามจึงยกน้องสุให้และทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันโดยน้องสุก็คือ พี่สา ภรรยาที่ทำกับแกล้มให้ผมกิน ส่วนพี่สันก็ยังรู้สึกเสียใจอยู่เหมือนเดิมจึงปฏิญาณว่าเขาจะไม่ขอรักใครอีกและพวกเขาก็ไม่กินข้าวหมกไก่อีกเลย
พวกผมที่ฟังจบก็ถึงกับอาเจียนไปเหมือนกันถึงกับแบบว่าไม่รู้จะใช้คำพูดยังไงเพราะเป็นครั้งแรกที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเรื่องราวแบบนี้ แล้วไม่นานพี่สันก็เดินมา ผมจึงเดินไปขอโทษพี่สัน แต่ทางพี่สันเองเขาก็ยิ้มให้ไม่คิดมากเนื่องจากผมไม่รู้จริงๆ หลังจากที่ทุกคนนั่งคุยกันอีกเล็กน้อย อับดุลจึงจะหยิบบุหรี่มาสูบ แต่กระดาษแผ่นหนึ่งที่น้องเด็กเสริฟให้มาตกลงมามาดี อับดุลก็เปิดดูแต่เป็นภาษาไทย ซึ่งอับดุลนั้นต้องบอกก่อนว่าอ่านไทยไม่ค่อยคล่องจึงให้ผมอ่าน ไอ้ผมก็อยากรู้ด้วยว่าน้องเขาจะให้เบอร์หรือเฟสหรือว่า LINE ผมจะได้รู้แล้วแอดไปก่อน อิอิ แต่ปรากฏว่ามันเป็นข้อความยาวเลยครับผมจะพูดส่วนหนึ่งของข้อความนะครับ
" พี่ไม่ต้องจมปลักกับหนูแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้แล้ว อย่าทรมานตัวเองอย่างนี้ อีกไม่นานเดี๋ยวหนูก็ไปแล้วขอให้ชาติหน้าเราได้มารักกันนะ รักธนัชกร ...... จากมาลิสา "
ผมอ่านจนจบก็ถึงกับคิดในใจ
" แหมน้องคนนี้โบราณจริงๆ "
แต่คนที่รู้สึกจะตกใจมากที่สุดก็คือพี่สันเขารีบขอจดหมาย จากผมมาดูแล้วมาอ่านพี่สันก็ถึงกับร้องไห้ออกมาทันที ผมกับพี่ต้อมก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้นพี่สันจึงบอกว่า
" นี่มันจดหมายกิ๊ก ของกิ๊ก!! "
พูดจบพี่สันก็ร้องไห้รีบมาเขย่าตัวพวกผมว่าไปเจอมาจากไหน พวกผมจึงให้เขาใจเย็นๆก่อนเพราะเป็นไปไม่ได้แน่ ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแต่พี่ต้อมก็ดูจดหมายแล้วก็จำลายมือของพี่กิ๊กได้และชื่อที่พูดออกมา ก็คือชื่อจริงของพี่สันและพี่กิ๊ก พี่ต้อมที่ดูเหมือนจะมีสติมากที่สุดรีบถามผมว่าได้มาจากไหนและลักษณะคนให้เป็นยังไง ผมก็บอกตามลักษณะไป และที่เด่นชัดก็คือรอยสักที่นิ้ว เท่านั้นแหละพี่ต้อมตาเบิกโพร่งและพูดออกมาดังว่า
" นั้นแหละ!! กิ๊ก! "
พวกผมก็ตกใจกันเลยทีนี้ พี่สันก็รีบเขย่าตัวผมและถามว่าไปเจอมาที่ไหนผมก็จึงบอกสถานที่ว่าเป็นร้านข้าวที่พวกผมจอดแวะระหว่างมา คราวนี้พี่สันจึงขอร้องให้พวกผมนำทางเพราะเนื่องจากพี่กิ๊กอาจจะยังไม่ตาย ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันจึงรีบออกรถไปกันในทันที
แล้วพอถึงที่ความจริงก็ได้เปิดเผยว่าป้าคนที่ขายข้าวหมกไก่นั้นคือแม่ของพี่กิ๊กผมที่งงว่านี่มันคือเรื่องอะไรกัน และแม่พี่กิ๊กหรือคุณป้าเจ้าของร้านก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดว่า
" เขานั้นได้รู้อยู่แล้วว่าพี่กิ๊กถูกฆ่าเขาจึงจะไปแจ้งความแต่ก็ไม่ทันพวกกำนันชั่วมันได้เอาเงินมาอุดปากไว้มันบอกให้เลือกเอาระหว่างจะอมความจริงหรือจะอมกระสุน แม่พี่กิ๊กที่ไม่มีทางเลือกจึงจำต้องหนีมาตั้งหลัก ทุกวันเวลาแม่นั้นทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นที่ไม่สามารถช่วยอะไรลูกสาวได้เลย
ผมที่นึกขึ้นได้ว่าได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วป้าเขาก็บอกว่าเขาไม่ได้จ้างลูกจ้างที่ไหนทำคนเดียวมาตลอด ผมจึงพูดรูปร่างลักษณะผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งหนึ่งคุณป้าก็ถึงกับร้องไห้เพราะลักษณะที่ผมพูดนั้นคือลักษณะของพี่กิ๊ก ผมจึงยื่นจดหมายให้ดูก็ปรากฏว่าเป็นลายมือของพี่กิ๊กจริงๆ ผมจึงขอเปิดกล้องวงจรปิดเพราะจะยืนยันว่าผมได้คุยกับเธอจริงๆแต่ในกล้องวงจรปิดนั้นมีเพียงแค่ผมคนเดียวทำท่าทางขุดคุ้ยอะไรสักอย่างแล้วก็หยิบจดใหม่นั้นขึ้นมา...ทิ้งความตกใจให้ผมผมได้แต่นึกคำพูดในใจว่านี้หรือ.....เรื่องผี
รูปและคลิปกล้องวงจร ทางพี่สันขอให้ผมอย่านำลง ผมจึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้เหมือนกับเรื่องเล่าอื่นๆขอให้ทุกท่านรับฟังเพื่อความบันเทิงนะครับสำหรับวันนี้ต้องขอตัวก่อนสวัสดีครับ
ฟังเรื่องนี้แบบยูทูปได้ที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ
FB_IMG_1685326146951.jpg